• Narrow screen resolution
  • Wide screen resolution
  • Increase font size
  • Decrease font size
  • Default font size
  • default color
  • red color


Muslimah Today ::: مسلمة اليوم
อัสลามุอะลัยกุม วะเราะมะตุลลอฮิ วะ บะเราะกาตุฮฺ        

           ทีมงานมุสลิมะฮฺทูเดย์ ได้้รวมตัวกันอีกครั้ง หลังจากที่ได้กระจัดกระจายกันไปมีครอบครัว แม้ว่าจะมีกำลังที่ค่อนข้างน้อยและจำกัด แต่ก็มุ่งมั่นที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ ต่อไป
           ตามที่ได้มีการบันทึกความเข้าใจ ร่วมกันของมุสลิมะฮฺทูเดย์ ก็ยังยืนยันแนวคิดเดิมที่จะทำงานเพื่อสร้างดาอียะฮฺ(คนทำงานมุสลิมะฮฺ) และ ช่วยเหลือในการสร้างครอบครัวมุสลิมที่ดีขึ้นมา ตามกำลังอันน้อยนิดที่เรามีอยู่อย่างสุดความสามารถ อินชาอัลลอฮฺ

  •  
  •  
  •  
  •  
Home arrow เขียนให้ผู้หญิง arrow ฮิญาบ: ระหว่างการเปิดหน้าและปิดหน้า
ฮิญาบ: ระหว่างการเปิดหน้าและปิดหน้า PDF พิมพ์ อีเมล์


 ฮิญาบ: ระหว่างการเปิดหน้าและปิดหน้า

อิบนุ อับดุรรอูฟ  เรียบเรียง

  

ฮิญาบเป็นขอบเขตการแต่งกายของมุสลิม สำหรับมุสลิมะฮฺนั้น ก็มีบัญญัติเรื่องฮิญาบปรากฏอย่างชัดเจนในอัล-กุรอาน อย่างปฏิเสธมิได้ ด้วยอายะฮฺดังต่อไปนี้ 

وَقُلْ لِلْمُؤْمِنَاتِ يَغْضُضْنَ مِنْ أَبْصَارِهِنَّ وَيَحْفَظْنَ فُرُوجَهُنَّ وَلَا يُبْدِينَ زِينَتَهُنَّ إِلَّا مَا ظَهَرَ مِنْهَا

และจงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)แก่บรรดามุอ์มินะฮฺ(หญิงผู้ศรัทธา)ให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาอวัยวะเพศของพวกเธอ และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ ... (อัล-กุรอาน 24:31)

 และอายะฮฺที่ว่า


يَا أَيُّهَا النَّبِيُّ قُلْ لِأَزْوَاجِكَ وَبَنَاتِكَ وَنِسَاءِ الْمُؤْمِنِينَ يُدْنِينَ عَلَيْهِنَّ مِنْ جَلَابِيبِهِنَّ ذَلِكَ أَدْنَى أَنْ يُعْرَفْنَ فَلَا يُؤْذَيْنَ وَكَانَ اللَّهُ غَفُورًا

โอ้นะบีเอ๋ย ! จงกล่าวแก่บรรดาภริยาของเจ้า และบุตรสาวของเจ้า และบรรดาหญิงของบรรดาผู้ศรัทธา ให้พวกนางดึงเสื้อคลุมของพวกนางลงมาปิดตัวของพวกนาง นั่น  เป็นการเหมาะสมกว่าที่นางจะเป็นที่รู้จัก เพื่อที่พวกนางจะไม่ถูกรบกวน และอัลลอฮฺทรงเป็นผู้อภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ  (อัล-กุรอาน 33:59)

             ในการปฏิบัตินั้น นักวิชาการจะมีความเห็นคล้ายคลึงกัน เช่น เห็นพ้องกันโดยเอกฉันท์ว่าเปิดแขนไม่ได้ เปิดผมไม่ได้ เปิดไหล่ไม่ได้ แต่งกายรัดรูปไม่ได้ หรือเสื้อผ้าโปร่งบางไม่ได้  เป็นต้น

               แต่มีกรณีสำคัญที่ขัดแย้งกันก็คือส่วนของใบหน้า  ต่อไปนี้เป็นการขอดูหลักฐานของทรรศนะทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นเรื่องของการตีความที่เกิดจากตัวบทเดียวกัน


ทรรศนะปิดหน้า

อุละมาอฺกลุ่มนี้มีจำนวนมาก ซึ่งมาจากสายมัซฮับฮัมบาลียฺ อุละมาอฺส่วนใหญ่สายมัซฮับชาฟีอียฺ อุละมาอฺรุ่นหลังในสายมัซฮับฮะนะฟียฺและมาลิกียฺ โดยพวกเขาอ้างอิงหลักฐานดังต่อไปนี้ 

            จากการที่สลัฟ(คนยุคแรก)บางท่านเช่น อิบนุ มัสอูด, อัล-ฮะซัน, อิบนุ ซีรีน ได้อธิบายอายะฮฺที่ว่า ... إِ لاَّ مَا ظَهَرَ مِنْهَا ... ﴿ เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้  คือ เสื้อผ้าและอวัยวะที่พ้นชายผ้า สิ่งที่บางทีก็ต้องเปิดเผยเช่นแหวน ส่วนใบหน้ากับฝ่ามือนั้นไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้นที่ให้เปิดได้  ดังนั้น จึงไม่อนุญาตให้ผู้ที่มิใช่สามีหรือมะหฺร็อม มองเว้นแต่กรณีจำเป็นอย่างยิ่งยวด เช่น การรักษาโรค  การเป็นพยาน เป็นต้น 

            อิบนุ กะษีร ได้อธิบายอายะฮฺนี้ว่า คือ มิให้พวกนางเปิดเผยเครื่องประดับแก่คนอื่น(ที่แต่งงานกันได้) เว้นแต่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่จะปิด  ซึ่งอิบนิ มัสอูด กล่าวว่า สิ่งนั้นคือเสื้อผ้านั่นเอง

            จากการที่เศาะฮาบะฮฺและตาบิอีนบางท่านได้อธิบายอายะฮฺที่ว่า يُدْنِينَ عَلَيْهِنَّ مِنْ جَلاَبِيبِهِنَّ...... ﴿ ให้พวกนางดึงเสื้อคลุมของพวกนางลงมาปิดตัวของพวกนาง ในประเด็นการดึงญิลบาบลงมานั้น พวกเขาให้ความเห็นว่า คือ การปิดหน้านั่นเอง ผู้รู้ในกลุ่มนี้ ได้แก่ อิบนุ มัสอูด, อิบนุ อับบาส, อุบัยดะฮฺ, เกาะตาดะฮฺ, อัล-ฮะซัน อัล-บะศอรียฺ, สะอีด บิน ญุบัยรฺ, อิบรอฮีม อัน-นะคออียฺ 

             หลักฐานจากฮะดีษที่รายงานจากอิบนุ อุมัร ว่า ท่านเราะซูล กล่าวว่า ผู้หญิงที่ครองอิหฺรอมไม่ต้องปิดหน้าและไม่ต้องสวมถุงมือ

จากฮะดีษนี้ท่านอิบนุ ตัยมียะฮฺ กล่าวว่า นี้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า ผ้าคลุมหน้าและถุงมือเป็นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในหมู่ผู้หญิงที่ไม่ครองอิหฺรอม ซึ่งพวกนางได้ปิดหน้าและสวมถุงมือ

            เมาลานา อบุล อะอฺลา เมาดูดียฺ กล่าวว่า  นี่เป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดที่แสดงว่า ผู้หญิงในสมัยท่านนบีคุ้นเคยกับการปิดหน้าและสวมถุงมือ และพวกนางถูกห้ามจากการปิดหน้าและสวมถุงมือก็ต่อเมื่อครองอิหฺรอมเท่านั้น

ทรรศนะเปิดหน้า

นักวิชาการร่วมสมัยคนสำคัญที่สนับสนุนทัศนะนี้ คือชัยคฺ ดร. ยูซุฟ อัล ก็อรฎอวียฺ  ท่านได้อธิบายอายะฮฺดังกล่าว ดังต่อไปนี้

            ...นักตัฟซีร(นักอธิบายอัล-กุรอาน)ต่างก็มีความเห็นแตกต่างกันในเกี่ยวกับถ้อยคำที่ว่า ... إِ لاَّ مَا ظَهَرَ مِنْهَا ... ﴿ เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ และบรรดาผู้นำทางวิชาการต่าง ๆ ก็เห็นขัดแย้งกันอยู่ในการระบุขอบเขตของเอาเราะฮฺ(สิ่งที่ต้องปกปิด)ของผู้หญิง ดังที่ท่าน    อิหม่ามอัช-เชาเกานียฺได้รายงานเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ นัยลุล เอาฏอรฺ

             ส่วนหนึ่งจากพวกเขามีทรรศนะว่า ทั้งหมดของร่างกายเว้นแต่ใบหน้าและฝ่ามือทั้งสอง นี่ยังเป็นทรรศนะของอัล-ฮาดียฺ เป็นทรรศนะหนึ่งของอัล-กอซิม เป็นหนึ่งในสองทรรศนะของท่านอิหม่ามอบู ฮะนีฟะฮฺ และเป็นทรรศนะของอิหม่ามมาลิกด้วย

            ส่วนหนึ่งจากพวกเขามีทรรศนะว่า ยกเว้นใบหน้า ฝ่ามือทั้งสอง เท้าทั้งสอง รวมทั้งกำไลเท้า นี้เป็นทรรศนะหนึ่งของอัล-กอซิม เป็นอีกทรรศนะหนึ่งของอิหม่ามอบู ฮะนีฟะฮฺ เป็นทรรศนะของท่านอัษ-เษารียฺ และอบุล อับบาส

ยังมีผู้มีทรรศนะอีกว่า ทั้งหมดของร่างกาย เว้นใบหน้า นี่เป็นทรรศนะของอิหม่ามอะหฺมัด อิบนุ ฮันบัล และท่านดาวูด

            ไม่มีผู้ใดเคยกล่าวว่า หน้าเป็นเอาเราะฮฺ(สิ่งที่ต้องปกปิด) เว้นแต่ปรากฏอยู่ในรายงานของอิหม่ามอะหฺมัดซึ่งเป็นรายงานที่ไม่เป็นรู้จักกัน(ไม่มะอฺรูฟ)และทรรศนะบางส่วนของผู้ดำเนินตาม   มัซฮับชาฟิอียฺ  

            ตามที่ปรากฏในตัวบทต่าง ๆ และฮะดีษที่รายงานกันมานั้นแสดงให้เห็นว่าใบหน้าและฝ่ามือทั้งสองไม่ใช่เอาเราะฮฺ นี่เป็นสิ่งที่ได้รายงานกันมาโดยท่านอิบนุ อับบาส ท่านอิบนุ อุมัร และคนอื่น ๆ จากเหล่าเศาะฮาบะฮฺ บรรดาตาบิอีน และผู้นำ(สำนักคิด)ต่าง ๆ

            ท่านอิบนุ ฮัซมฺซึ่งอยู่ในแนวของพวกซอฮิรียฺที่ยึดเอาความหมายทางตัวอักษรที่ได้จากตัวบทได้สรุปพระดำรัสของอัลลอฮฺ  ในอีกอายะฮฺหนึ่งที่ว่า ... يُدْنِينَ عَلَيْهِنَّ مِنْ جَلاَبِيبِهِنَّ ให้พวกนางดึงเสื้อคลุมของพวกนางลงมาปิดตัวของพวกนาง หมายถึงการอนุญาตให้เปิดหน้าได้ อันเนื่องจากว่า การที่พระองค์สั่งให้ดึงเสื้อคลุมมาปิดหน้าอก ไม่ใช่ปิดเหนือใบหน้า....

            บรรดามุสลิมมีมติเป็นเอกฉันท์ต่อหลักการชะรีอะฮฺที่ว่า การละหมาดของผู้หญิงในมัสญิดต่าง ๆ นั้น ให้เปิดใบหน้าและฝ่ามือ โดยอยู่แถวหลังผู้ชาย และอนุญาตให้เข้าร่วมรับฟังทางความรู้ได้

และตามที่รับรู้กันในสงครามและสมรภูมิต่าง ๆ นั้น ผู้หญิงเคยร่วมเดินทางไปกับพวกผู้ชายสู่แดนญิฮาดและสนามรบ เพื่อดูแลคนบาดเจ็บให้น้ำพวกเขา และมีรายงานว่าบรรดาภรรยาของเศาะฮาบะฮฺเคยช่วยเหลือพวกผู้ชายในสงครามยัรมูก 

เช่นเดียวกันได้มีมติเอกฉันท์ในเรื่องของผู้หญิงที่ครอง    อิหฺรอมในพิธีฮัจญ์และอุมเราะฮฺให้เปิดหน้า(ในมุมมองนี้ มีนัยยะว่า การปิดหน้าโดยทั่วไป มิใช่สิ่งจำเป็น  และแสดงว่าหน้าย่อมไม่เป็นเอาเราะฮฺ พอถึงในพิธีฮัจญ์จึงเปิดเผยได้ หากหน้าเป็นเอาเราะฮฺจริงและเป็นวาญิบก็ไม่อาจเปิดได้ - ผู้เรียบเรียง)

           (
อ้างจากฟะตะวา มุอาศิเราะฮฺ เล่ม 2  ของชัยคฺ ดร. ยูซุฟ อัล-ก็อรฎอวียฺ  )


            อนึ่ง เอาเราะฮฺต่อมะหฺร็อม เช่น ต่อพ่อ พี่ชาย น้องชาย เป็นต้น(ยกเว้นสามี) ในทรรศนะของฝ่ายปิดหน้านั้นให้เปิดเผยได้เฉพาะใบหน้าและฝ่ามือ(ดู  การคลุมหน้ากับสถานภาพสตรีในอิสลาม โดยซัยยิด อบุล อะอฺลา เมาดูดียฺ  น. 354 -356  ) 

ส่วนทรรศนะของฝ่ายเปิดหน้าสามารถเปิดเผยผม หู คอ อกส่วนบน แขน และขาต่อหน้ามะหฺร็อมได้ แต่ถ้ามากกว่านั้น เช่น ขาอ่อน ท้อง แผ่นหลัง อวัยวะเพศ นั้นเปิดเผยได้เฉพาะสามีเท่านั้น (ดู หะลาลและหะรอมในอิสลาม  โดย ยูซุฟ อัล-ก็อรฎอวียฺ น. 242)

 

ข้อสังเกตปิดท้าย

ความแตกต่างระหว่างสองทรรศนะนี้เกิดมาจาการวินิจฉัยตัวบทเดียวกัน เป็นเรื่องของมุมมอง ดังกรณีท่านนบีฯให้ผู้หญิงครองอิหฺร็อมเปิดหน้าในช่วงฮัจญ์ ฝ่ายปิดหน้า ก็ใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่า การปิดหน้าแพร่หลาย แต่ฝายเปิดหน้าก็ใช้เป็นหลักฐานที่ชี้ว่า การปิดหน้าไม่ได้เป็นข้อกำหนด จึงให้เปิด

 ดังนั้น ข้อแตกต่างเหล่านี้งเป็นเรื่องที่ต้องให้เกียรติระหว่างกัน ความจริงแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องยืดหยุ่น หากเราพยายามทำความเข้าใจดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำความเข้าใจแนวฟัตวาของอุละมาอ์ที่เปิดกว้างและใช้เจตนารมณ์ของตัวบทเข้าวินิจฉัยด้วย

          ท่านเมาลานา อบุล อะอฺลา อัล-เมาดูดียฺ เป็นอุละมาอ์คนสำคัญร่วมสมัยที่สนับสนุนทรรศนะปิดหน้าอย่างแข็งขัน แต่ท่านก็ยอมรับว่าอิสลามยอมให้เปิดหน้าได้ด้วยการตัดสินใจที่เหมาะสมของผู้หญิงเอง ท่านได้กล่าวไว้เกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า 
              ... กฏหมายอิสลามนั้น ไม่ใช่กฎหมายที่มองอะไรเพียงด้านเดียว หรือไม่มีเหตุมีผล ในแง่หนึ่งนั้น อิสลามก็มุ่งปกป้องคุ้มกันจริยธรรมของมนุษย์ให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง และในอีกแง่หนึ่งก็คำนึงถึงความจำเป็นต่าง ๆ ของมนุษย์ด้วย ดังนั้น จึงก่อให้เกิดความสมดุลทั้งสองด้านของชีวิต ….ดังนั้น นางก็อาจเปิดใบหน้าได้ถ้าต้องการเมื่อมีความจำเป็น ขอเพียงว่านางอย่าได้ประสงค์จะอวดความงาม ...

                 บทบัญญัติที่มีเหตุผลนั้นยืดหยุ่นได้ มีทั้งความเข้มงวดเคร่งครัดและโอนอ่อนผ่อนตามสถานการณ์ มีข้อยกเว้นในตัวบทตามกาลเทศะ บทบัญญัติเช่นนี้ ไม่ใช่ให้หลับหูหลับตาตาม แต่ต้องมีการพินิจพิเคราะห์ด้วย... (ดู  การคลุมหน้ากับสถานภาพสตรีในอิสลาม โดย อบุล อะอฺลา เมาดูดียฺ น. 405-407

ชัยคฺ ดร.ยูซุฟ อัล-ก็อรฎอวียฺ ซึ่งเป็นอุละมาอ์ร่วมสมัยท่านสำคัญที่ให้น้ำหนักกับทรรศนะเปิดหน้าเป็นอย่างมาก แต่กระนั้นท่านก็ได้กล่าวปกป้องทรรศนะปิดหน้าเอาไว้ว่าเป็นทรรศนะที่อยู่ในกรอบของหลักการอิสลามและได้รับการวินิจฉัยจากอุละมาอ์ร่วมสมัยจำนวนมาก ดังนั้น จึงไม่ใช่ทรรศนะที่เป็นอุตริกรรมแต่ประการใด (อ้างจาก ฟะตะวา มุอาศิเราะฮฺ เล่ม 2  ของชัยคฺ ดร. ยูซุฟ อัล-ก็อรฎอวียฺ  )  

ท่านได้กล่าวไว้ว่า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความเสื่อมศีลธรรมที่กำลังระบาดและการหย่อนยานในเรื่องการปฏิบัติตามคำสั่งของอิสลามในยุคปัจจุบัน สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิงมุสลิมก็คือ การปกปิดซ่อนเร้นการประดับประดาทั้งหมดของเธอ รวมทั้งใบหน้าด้วยหากว่าเป็นไปได้ โดยเฉพาะผู้หญิงที่สวย ๆ แล้วยิ่งต้องระวังให้มาก.... (ดู หะลาลและหะรอมในอิสลาม  โดย ยูซุฟ อัล-ก็อรฎอวียฺ พิมพ์โดย นารามีเดีย. น. 238)

 อย่างไรก็ตาม ชัยคฺ ยูซุฟ อัล-ก็อรฎอวียฺ ได้เรียกร้องให้มองข้ามปัญหาข้อแตกต่างทางนิติศาสตร์เช่นนี้ เพราะมันไม่ได้เป็นปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริง ท่านได้กล่าวว่า "...ข้าพเจ้าไม่ได้ให้ความสำคัญในประเด็นการคลุมหน้า โดยอุละมาอ์ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่าสตรีให้ปกปิดเรือนร่าง ยกเว้นใบหน้าและฝ่ามือ  ฉะนั้น คนที่นำเอาเรื่องปิดหน้ามาเป็นฟัรฎู(ข้อกำหนดทางศาสนา) ขาไม่เข้าใจในเรื่องลำดับความสำคัญ...ปัญหาทุกวันนี้ก็คือการที่สตรีเปิดให้เห็นลูกกระเดือก อก และแขนทั้งสองต่างหาก นี่เป็นปัญหาที่ใหญ่และเป็นกันมาก...." (อ้างคำพูดมาจาก โลกสีเทา(รวมบทความ) โดย อัล-อัค)

            ดังนั้น ประเด็นเช่นนี้จึงควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบจากผู้ปฏิบัติ และต้องคำนึงว่าประเด็นนี้เป็นข้อแตกต่างที่อุละมาอ์ชั้นนำยังยืดหยุ่น หากพิจารณาอย่างเป็นธรรมแล้ว ดูเหมือนว่าข้อแตกต่างนี้ทำให้เกิดความสะดวกแก่มุสลิมะฮฺนั่นเอง

 

วัลลอฮุ อะอฺลัม - อัลลอฮฺรู้ดีที่สุด

 

…………………………

หมายเหตุ:

               บทความข้างต้นมิใช่คำฟัตวา เป็นเพียงเปิดเผยให้เห็นมุมมองที่สร้างความเข้าใจระหว่างทัศนะและชี้ทางออกตามข้อเสนอของเชคยุซูฟ อัล-เกาะเราะฏอวีย์เท่านั้น ... ในทัศนะของเราเรื่องนี้ึจึงยุติลงที่แต่ละฝ่ายสามารถปฏิบัติได้ตาม "กรอบนิติศาสตร์" ที่ถูกยอมรับกัน เป็นเรื่องที่ประหลาดที่จะเอาข้อแตกต่างเหล่านี้มาแบ่งแยกกัน หรือแสดงท่าทีว่าอีกฝ่ายดีกว่าหรือเคร่่งกว่า ...
               อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้เรียบเรียงได้ให้ข้อแนะนำกับแก่คนทำงานมุสลิมะฮฺโดยทั่วไป ในเชิงสนับสนุนทัศนะเปิดหน้าในรั้วมหาวิทยาลัยหรือในหน่วยงานของรัฐนั้น จะต้องไม่ถูกตีความว่า เป้นการต่อต้านการปิดหน้า เนื่องจากคำแนะนำนี้วางอยู่บนแนวคิดที่ว่า เราควรสนับสนุนทัศนะที่ถูกและสามารถช่วยให้คนที่กำลังเปลี่ยนแปลงตัวเองกระทำได้ง่าย ๆ และยังเป็นทัศนะที่คนส่วนใหญ่สามารถปฏิบัติได้ อีกทั้งเป็นทัศนะที่สามารถแก้ปัญหาได้จริงในสนาม ดังเช่น กรณีปัญหาการคลุมหิญาบของนักศึกษาพยาบาลในสถาบันต่าง ๆ เป็นต้น            
              ในทำนองเดียวกัน หากเรามีข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่า ทัศนะปิดหน้าปฏิบัิติได้ง่ายกว่าในบางพืิ้้้นที่ หรือเป็นทัศนะที่คนส่วนใหญ่ปฏิบัติได้ดีกว่า ทัศนะนี้ก็ควรได้รับการสนับสนุนมากกว่าเช่นกัน  ผู้เรียบเรียงเห็นด้วยกับความเห็นของเชค มุฮัมมัด ศอลิหฺ อัลอุษัยมีน ที่เสนอว่า ผู้หญิงที่เปิดหน้าที่เข้ามาในสังคมที่การปิดหน้าแพร่หลาย ก็สมควรปฏิบัติปิดหน้าด้วยเช่นกัน(ดังสังคมของอัฟฆานิสตาน)
             แต่ในขณะเดียวกัน ผู้เรียบเรียงก็ไม่เห็นความจำเป็นต้องสนับสนุนทัศนะปิดหน้าในสภาวะสังคมแบบตุรกี เพราะลำพังการคลุมหิญาบแบบเิปิดหน้าก็ถูกต่อต้านอย่างหนัก ถึงระดับที่ไม่ยอมรับเข้าเรียนในสถาบันของรัฐและไม่ให้เข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐบาล และผู้เรียบเรียงไม่สนับสนุนการรณรงค์การปิดหน้าในสังคมทั่วไปของบ้านเรา ควรให้เรื่องนี้เป็นเรื่อง "ทางเลือก" ของมุสลิมะฮฺเอง แต่นักทำงานควรรณรงค์สนับสนุบให้คลุมหิญาบเปิดหน้าแบบที่ถูกต้อง ปกปิดเอารัตได้มิดชิด ไม่รัดรูป ไม่อวดโฉม เป็นต้น
             ในทัศนะผู้เรียบเรียง เห็นว่าคนที่ชอบโต้แย้งและเอาชนะกันในปัญหาทำนองนี้ หรือเอาเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญของการทำงานดะอฺวะฮฺ โดยฝ่ายหนึ่งเน้นการเรียกร้องให้คนปิดหน้า ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งหาทางจะปลดผ้าคลุมหน้า ถือว่าเป็นประเด็นของคนที่ไม่รู้จักกรอบนิติศาสตร์ และไม่รู้จักลำดับความสำคัญ ...
             ผู้เรียบเรียงต้องขออภัยพี่น้องที่มองต่างไปจากนี้ ความแตกต่างในการเชิงตีความเช่นนี้ไม่ควรเป็นอุปสรรคในความเป็นพี่น้องของเรา ความแตกต่างในเชิงทัศนะไม่จำเป็นต้องทำให้ต้องมองอีกฝ่ายเป็นฝ่ายตรงข้าม เพราะเป็นไปได้ว่าวันหนึ่งเราอาจจะเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไปเหมือนอีกฝ่ายในวันหนึ่งก็ได้ ...เพราะมันเคยมีกรณีตัวอย่างแบบนี้มาเยอะแล้ว

 

ดู บทความอื่น ๆ ในหมวด "เขียนให้ผู้หญิง" 

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >