• Narrow screen resolution
  • Wide screen resolution
  • Increase font size
  • Decrease font size
  • Default font size
  • default color
  • red color


Muslimah Today ::: مسلمة اليوم
อัสลามุอะลัยกุม วะเราะมะตุลลอฮิ วะ บะเราะกาตุฮฺ        

           ทีมงานมุสลิมะฮฺทูเดย์ ได้้รวมตัวกันอีกครั้ง หลังจากที่ได้กระจัดกระจายกันไปมีครอบครัว แม้ว่าจะมีกำลังที่ค่อนข้างน้อยและจำกัด แต่ก็มุ่งมั่นที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ ต่อไป
           ตามที่ได้มีการบันทึกความเข้าใจ ร่วมกันของมุสลิมะฮฺทูเดย์ ก็ยังยืนยันแนวคิดเดิมที่จะทำงานเพื่อสร้างดาอียะฮฺ(คนทำงานมุสลิมะฮฺ) และ ช่วยเหลือในการสร้างครอบครัวมุสลิมที่ดีขึ้นมา ตามกำลังอันน้อยนิดที่เรามีอยู่อย่างสุดความสามารถ อินชาอัลลอฮฺ

  •  
  •  
  •  
  •  
Home arrow เขียนให้ผู้หญิง arrow การปะปนระหว่างชายหญิง
การปะปนระหว่างชายหญิง PDF พิมพ์ อีเมล์

 การปะปนระหว่างชายหญิง
ความหมายที่ต้องเชื่อมโยง

 

โดย อัล อัค

 

ปัญหา การปะปนระหว่างชายหญิง”  มีการพูดกันมาก ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะมันแสดงให้เห็นถึงการตื่นตัวของอิสลามที่กำลังแพร่หลายเข้าไปในระดับจัดความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง ... มากกว่าอยู่ระดับแค่การกอดอกในเวลาละหมาด

แต่ประเด็นนี้ยังทำให้หลายคนสับสนไม่น้อย จุดสำคัญก็คือ ผู้ที่พูดคำ ๆ นี้ออกมายังไม่สามารถระบุความชัดเจนได้ เช่น เรามักตอบไม่ค่อยได้ว่า การปะปนในห้องเรียนเป็นแบบไหน? การนั่งที่จัดแยกชายหญิงเป็นสองส่วนโดยไม่มีม่านถือเป็นการปะปนหรือไม่? หรือต้องมีม่านกั้นถึงจะไม่ใช่การปะปน? หรือจะไม่ให้ปะปนต้องแยกห้องเรียนกันไปเลย? ...

บางคนบอกว่า การจัดค่ายของฉันไม่ปะปนเลยนะ พอไปดูค่ายก็มีแต่ผู้ชายล้วน ๆ ตกลงว่าการไม่ปะปน คือการไม่รับเด็กผู้หญิงเข้าค่ายใช่หรือไม่? การไม่ปะปนมีความหมายเดียวกันกับแบ่งแยกเด็ดขาดใช่หรือไม่? ส่วนค่ายคนอื่น ๆ ที่รับทั้งชายและหญิงถือว่าเป็นค่ายปะปนกันใช่หรือไม่?

ผมคิดว่า สาเหตุที่การพูดถึงปัญหาการปะปนระหว่างชายหญิงได้กลายเป็นปัญหาแก่คนพูดเองก็คือ การใช้คำศัพท์นี้โดยไม่อ้างอิงถึงตัวบท  ทั้ง ๆ ที่หากเราอ่านฟัตวาของอุละมาอ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแนวเข้มงวดหรือผ่อนปรน ก็มักจะพบตัวบทมากมายประกอบตามหลังมาทันที ไม่ว่าห้ามอยู่สองต่อสองโดยไม่มีมะหฺร็อม การห้ามแตะเนื้อต้องตัว การรักษามารยาทการสนทนาด้วยการใช้น้ำเสียงให้พอดี และหลักฐานอื่น ๆ อีกหลายชิ้น ตัวบทที่ชัดเจนเหล่านี้สามารถประกอบขึ้นเป็นเงื่อนไขและขอบเขตระหว่างชายหญิงได้  โดยบางทีไม่ต้องเอ่ยถึงคำว่า การปะปนระหว่างชายหญิง เลยก็ได้

 การแยกตัวบทออกไปทำให้ทิศทางการให้ความหมายของคำว่า การปะปนระหว่างชายหญิง ไม่ชัดเจน และกำหนดไม่ได้ว่าเรื่องใดที่เข้มงวดที่สุด เรื่องใดเป็นเรื่องของการรักษาระดับความพอดี เรื่องใดเป็นเรื่องตามตัวอักษรและเรื่องใดเป็นเรื่องวิจารญาณ ....

เป็นไปได้ที่เราจะบอกว่า การปะปนเป็นสิ่งที่ต้องห้ามโดยสิ้นเชิง(ในทัศนะของอุละมาอ์บางท่าน)แม้แต่ในการศึกษาหาความรู้ หรือการทำกิจกรรมที่ดีงามต่าง ๆ  แต่มันก็ควรจะเป็นสิ่งต้องห้ามที่อยู่ในขอบเขตที่มีการสนับสนุนจากตัวบทหลักฐานที่ชัดเจน มิใช่แค่การเห็นผู้ชายกล่าวสลามแก่ผู้หญิงก็ด่วนสรุปเสียแล้วว่าเป็นการปะปนกันแล้ว  คือต้องมีหลักฐานมาระบุว่าผิดอย่างชัดเจน มิใช่วางอยู่บนความสงสัย หรือคิดต่อยอดเอาเอง โดยปราศจากหลักฐานสนับสนุนเพียงพอ

และเป็นไปได้อีกเช่นกันที่เราจะบอกว่า การปะปนแบ่งออกเป็นสองชนิด(ในทัศนะของอุละมาอ์บางท่าน) คือแบบที่อนุญาตและแบบที่ต้องห้าม แต่แบบที่อนุญาตก็ย่อมมิใช่เรื่องที่มีตัวบทห้ามอย่างชัดเจน อย่างเช่นการอยู่ตามลำพังระหว่างชายหญิง แม้ว่าเนื้อหาการพบปะจะเป็นการศึกษาตัฟซีรที่ถือว่าดีงามก็ตามเถอะ...ก็ไม่ใช่ข้ออ้างให้ทำได้

 กระนั้น ผมให้ข้อสังเกตต่อว่า ... แม้เราจะนิยามการปะปนให้ชัดเจนอย่างไรก็ตาม แต่ยังมีบางสถานการณ์ที่ก่ำกึ่งหรือน่าสงสัย ซึ่งตีความค่อนข้างยาก เช่น การสนทนาระหว่างชายหญิงในเรื่องที่จำเป็น แต่ก็อธิบายยากว่าจะต้องสนทนากันแค่ไหน? และตรงไหนที่ควรยุติการสนทนา? และตรงไหนที่เรียกว่าเริ่มจะไม่พอดีหรือเริ่มจะนำไปสู่เรื่องที่ไร้สาระ? สถานการณ์ทำนองนี้แหละครับที่ต้องอาศัยสิ่งที่มากกว่านิติศาสตร์ภายนอก(ฟิกฮฺ ซอฮิร) ... เป็นเรื่องของแต่ละคนต้องหากคำตอบให้กับตัวเอง ผู้ที่ให้คำตอบได้มิใช่โต๊ะครูคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่อยู่ในตัวของเรา สิ่งที่เรียกกันว่า ตักวา ใครไม่มีตัวนี้ก็คงตอบให้ไม่ได้ หรือมีแต่มีน้อยก็อาจตอบคลาดเคลื่อน ....

ผมจึงอยากเน้นสิ่งที่สำคัญมาก และถือได้ว่าสำคัญที่สุด เมื่อกล่าวถึงความเลวร้ายทุกชนิด แต่ไม่ค่อยมีคนกล่าวถึงมากนัก นั่นคือ ตักวา หรือความยำเกรงอัลลอฮฺ เราต้องยอมรับว่า ความจริงแล้วสังคมเราต้องการกระบวนการสร้างตักวามากกว่ากระบวนการฟัตวา ... มันจึงสามารถแก้ปัญหาลงไปสู่ระดับรากเหง้าได้อย่างแท้จริง

กลับมาที่ปัญหาเรื่องการปะปนในแง่ฮุก่ม(กฎหมาย)กันต่อ ...  มีคำถามที่คาใจบางคนเข้ามาอีกว่า ทำไมมันถึงมีทัศนะมุมมองเกี่ยวกับการปะปนขึ้นมาได้? มีทั้งแบบห้ามโดยสิ้นเชิงกับแบบที่แบ่งเป็นอนุญาตและห้าม มันไม่น่าจะมีความเห็นที่แตกต่างกัน หรือว่าอีกฝ่ายไม่เอาหลักการ?  ขอให้เราใจเย็น ๆ อย่ารีบตัดสินอุละมาอ์ที่เราไม่พึงพอใจ ว่าเป็นพวกหละหลวม(บาปเปล่า ๆ) ผมจะเล่าเหตุของมันให้ฟังง่าย ๆ ...

 ผมเคยแปลงานของอุละมาอ์สองท่าน เป็นหนังสือคนละเล่ม แต่มีประเด็นหนึ่งที่ถูกยกมาในทั้งสองเล่ม คือเรื่อง บาบุน นิสาอ์ หรือ ประตูของผู้หญิง เรื่องนี้มันมีอยู่ว่าในสมัยนบีฯ มีผู้หญิงมามัสญิดกันเยอะมาก ท่านนบีฯ จึงสั่งให้จัดประตูหนึ่งสำหรับผู้หญิงเรียกว่า บาบุน นิสาอ์

อุละมาอ์ท่านแรกคือเชค มุฮัมมัด ศอลิหฺ อัล-มุนัจญิด ได้ใช้หลักฐานนี้ในการให้น้ำหนักการแยกระหว่างชายหญิงเพื่อไม่ให้ปะปนกัน โดยท่านให้ความเข้าใจกับเราว่า ดูซิขนาดมัสญิดเป็นที่แห่งความดี คงไม่มีใครคิดเรื่องไม่ดี ก็ยังแยกประตูเลย ...

แต่อุละมาอ์ท่านที่สองซึ่งอาวุโสกว่าเยอะ คือ เชค ยูซุฟ อัล-เกาะเราะฏอวียฺ ท่านกลับใช้ฮะดีษต้นเดียวกันนี้เพื่อยืนยันว่า ไม่มีเจตนาแบ่งแยก เนื่องจากเดิมท่านนบีฯ ไม่ได้แยกประตู แต่ที่แยกนั่นเนื่องจาก เบียดเสียด กัน กล่าวง่าย ๆ ว่าการเบียดเสียดต่างหากที่เป็นเหตุให้เกิด บาบุน นิสาอ์ ... วิเคราะห์ได้ว่า เพราะผู้หญิงในสมัยนั้นมาละหมาด มาเรียนรู้อิสลามกันอย่างคับคั่ง ไม่ได้ละหมาดที่บ้าน และไม่ได้แยกตัวไปเรียนหนังสือกันที่อื่น สถานการณ์ที่ไม่แบ่งแยกเช่นนี้ทำให้เกิดการแออัดยัดเยียด ในที่สุดต้องทำ บาบุน นิสาอ์ เพื่อแก้ปัญหา ... สรุปว่ามันกลายเป็นหลักฐานไม่ให้แบ่งแยกชายหญิง ให้มาเรียนและมาละหมาดกันเยอะ ๆ ทั้งที่สถานที่นั้นมีผู้ชายอยู่ด้วย  เพียงแต่อย่าให้เกิดการเบียดเสียดหรือใกล้ชิดเกินไป

 และเมื่อถึงหลักฐานฮะดีษที่ว่า แถวที่ประเสริญที่สุดของผู้หญิง คือหลังสุด เชคท่านแรก ใช้เป็นหลักฐานยืนยันการแยกชายหญิงได้อย่างได้ความรู้สึกแก่ผมมาก  คือให้รู้ได้เลยว่า ขนาดมัสญิดที่แห่งความดียังแยกขนาดนี้ แล้วที่อื่น ๆ จะต้องเข้มงวดขนาดไหน .... แต่เชคท่านหลัง กลับบอกว่า ที่ท่านนบีฯ สั่งให้จัดแถวอย่างนั้นก็เพราะจากการศึกษาแล้ว พบข้อเท็จจริงที่ว่าในมัสญิดท่านนบีฯ ไม่ได้มีม่านกั้น ไม่ว่าเป็นผ้า หรือเป็นไม้ อีกอย่างพวกผู้ชายไม่ได้ใส่กางเกงแบบทุกวันนี้ มันไม่เหมาะสมที่ผู้หญิงจะอยู่แถวใกล้ ๆ กัน ... กลายเป็นไปช่วยสนับสนุนเรื่องไม่มีม่านกั้นเฉยเลยครับ

ครับ ... ผมไม่ได้มีเจตนาจะนำเรื่องเหล่านี้มาสร้างเป็นปัญหา คิลาฟิยะฮฺ ผมแปลงานทั้งสองท่านนี้แล้วก็ให้ความเคารพกับผู้เขียนอย่างเต็มที่ ผมเห็นว่า มุมมองทั้งสองท่านนี้ทำให้เราเห็นคำสอนอิสลามที่กว้างขวางขึ้น ทำให้เราได้เข้าใจเหตุผลของแต่ละฝ่าย และการที่แต่ละฝ่ายพยายามจะเข้าใจเข้าถึงบริบท(ทัศนะทางฟิกฮฺมากมายก็มักจะเกิดจากมุมมองแบบนี้แหละครับ)

ที่สำคัญที่สุด เราต้องเรียนรู้ที่จะส่งปัญหาคืนกลับไปยังอัลลอฮฺและเราะซูล ไปให้ไกลกว่าคำศัพท์ กลับไปหาคำสอนเดิม ๆ กลับไปเชื่อมโยงกับตัวบท  ...  กลับไปสู่อัลลอฮฺและเราะซูล ไม่เพียงแค่ประเด็นภายนอก แต่ยังเป็นประเด็นภายใน ไม่เพียงประเด็นฮุก่ม แต่ยังเป็นประเด็นตัซกียะฮฺอีกด้วย ...

ไม่มีปัญหาครับ ที่เราจะใช้ศัพท์คำว่า การปะปนระหว่างชายหญิง ต่อไป  แต่ปัญหาก็คือ เราไม่ควรใช้คำว่าการปะปนระหว่างชายหญิงลอย ๆ โดยปราศจากการเชื่อมโยงกับตัวบท ไม่มีการเชื่อมโยงกับฮะดีษที่ห้ามคุลวะฮฺ ไม่มีการเชื่อมโยงกับอายะฮฺที่สั่งให้ลดสายตา ไม่มีการเชื่อมโยงกับหัวใจที่ยำเกรง...

 

                                            ...........................................

 

หมายเหตุ

                บทความนี้เขียนเพิ่มเติมให้ หลังจากกลับจากการร่วมงาน เมื่อผีเสื้อจะโบยบินมีนาคม 50  ของมุสลิมะฮฺทูเดย์

 

ดู บทความอื่น ๆ ในหมวด "เขียนให้ผู้หญิง"  

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >