






Muslimah Today ::: مسلمة اليوم
อัสลามุอะลัยกุม วะเราะมะตุลลอฮิ วะ บะเราะกาตุฮฺ
ทีมงานมุสลิมะฮฺทูเดย์ ได้้รวมตัวกันอีกครั้ง หลังจากที่ได้กระจัดกระจายกันไปมีครอบครัว แม้ว่าจะมีกำลังที่ค่อนข้างน้อยและจำกัด แต่ก็มุ่งมั่นที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ ต่อไป
ตามที่ได้มีการบันทึกความเข้าใจ ร่วมกันของมุสลิมะฮฺทูเดย์ ก็ยังยืนยันแนวคิดเดิมที่จะทำงานเพื่อสร้างดาอียะฮฺ(คนทำงานมุสลิมะฮฺ) และ
ช่วยเหลือในการสร้างครอบครัวมุสลิมที่ดีขึ้นมา ตามกำลังอันน้อยนิดที่เรามีอยู่อย่างสุดความสามารถ อินชาอัลลอฮฺ
เขียนให้ผู้หญิง
ตะบัรรุจญฺ - การอวดโฉม | ตะบัรรุจญฺ - การอวดโฉม |
|
|
|
|
อบู ฮัมซะฮฺ เรียบเรียง
ความหมายของ ตะบัรรุจญฺ ปรากฏใน กอมูส (ปทานุกรม) คือ “ การที่หญิงสาวผู้หนึ่งได้อวดเครื่องประดับ และความสวยงาม(ของเรือนร่างและเสน่ห์ของนาง)แก่ชายอื่นที่ไม่ใช่สามีของนาง” ท่านอิหม่ามบุคอรียฺ ได้ให้ความหมายของคำว่า อัตตะบัรรุจ ว่า “ การที่สตรีนำเอาส่วนสวยงามของนางมาแสดง” อัลกรุอาน ได้พูดถึง ตะบัรรุจญฺ ด้วยคำสั่งห้ามมิให้มุอฺมินะฮฺ (หญิงผู้ศรัทธา) ลอกแบบการตะบัรรุจญฺของผู้หญิงในยุคก่อนอิสลาม ยุคญาฮิลิญะฮฺ)ไว้ว่า “และจงอย่าได้อวดความงาม(ของพวกเธอ) เช่นการอวดความงาม (ของพวกสตรี)แห่งสมัยงมงายในยุคก่อน” (อัลกุรอาน 33:33) ท่านอิหม่าม มุญาฮิด ได้อธิบายอายะฮฺนี้ว่า คือการที่ผู้หญิงได้เดินออกไปนอกบ้านและปะปนกับกลุ่มผู้ชาย
-- การที่เธอไม่สวมผ้าคลุมศรีษะ (หิญาบ) หรือแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ไม่สามารถปกปิดเอาเราะฮฺ (เรือนร่างของเธอเว้นแต่ใบหน้าและฝ่ามือ)ของเธอได้ -- เธอสวมหิญาบแล้วแต่หิญาบของเธอไม่ยาวพอที่จะปิดส่วนคอและหน้าอก เพราะหิญาบนั้นมิใช่เพื่อปกปิดศีรษะเท่านั้น -- การที่เธอนำเอาทองคำ ,อัญมณีต่างๆ มาประดับกายจนมองเห็นได้อย่างเปิดเผยจากภายนอก (มีทัศนะยกเว้นเครื่องประดับที่อย่างไรก็ต้องเห็นจากภายนอกเช่น แหวน) -- แม้ว่าเครื่องประดับต่างๆของเธอเช่นกำไล สร้อยคอ ต่างหู จะซ่อนอยู่หลังเสื้อผ้า แต่หากว่าการเคลื่อนไหวด้วยการเดินหรือวิ่ง ทำให้คนอื่นได้ยินเสียงของเครื่องประดับเหล่านั้น ดังปรากฏในอัล กุรอานว่า “ และอย่าให้พวกเธอกระทืบเท้าของพวกเธอ เพื่อให้ผู้อื่นรู้สิ่งที่พวกเธอควรปกปิดในเครื่องประดับของพวกเธอ” (อัลกุรอาน 24:31) ท่านอิบนุกะษีร ได้อธิบายความหมายของอายะฮฺนี้ว่า ผู้หญิงในยุคญาฮิลิยะฮฺ นางเดินไปตามถนนโดยสวมกำไลข้อเท้า แต่ไม่มีใครรู้ เมื่อผ่านหน้าผู้ชาย พวกเธอก็กระทืบเท้าเพื่อให้พวกเขาได้ยินเสียงของกำไลของพวกเธอ -- การที่เธอสวมหิญาบแล้วแต่หิญาบของเธอได้กลายเป็นเครื่องประดับโดยตัวของมันเอง เพราะการที่เธอนำเอาแฟชั่นไปประยุกต์ หรือเธอนำเอาเครื่องประดับอัญมณีอื่นๆเข้าไปเสริมแต่ง จนทำให้ดวงหน้าของเธอโดดเด่น มีเสน่ห์ ชวนให้น่ามองเมื่อได้สวมมัน -- เธอได้ดัดเสียงของเธอให้อ่อนหวานจนเกินงาม เพราะน้ำเสียงที่ออดอ้อนของเธอมีผลให้เกิดความปั่นปวนในใจของบุรุษได้ง่าย ดังนั้นการพูดเสียงเล็กเสียงน้อยก็เป็นข้อห้ามเช่นกัน ดังปรากฏในอัล กุรอานว่า “เธอทั้งหลายจงอย่าพูดเสียงอ่อนเสียงหวาน มิเช่นนั้นผู้ที่หัวใจของเขามีโรคก็จะมีความปรารถนาในตัวนาง” (อัลกุรอาน 33:32) -- การที่เธอพรมน้ำหอมจนมีกลิ่นโชยออกไป และมีเจตนาให้ผู้อื่นได้กลิ่นนั้น ดังปรากฏในหะดีษที่ว่า “สตรีคนใดที่ใส่น้ำหอมแล้วนางออกจากบ้าน และเดินผ่านชนกลุ่มหนึ่ง เพื่อให้พวกเขาได้กลิ่นของนาง นางคือหญิงที่ทำซินา” รายงานโดย อัน-นาสาอียฺ
ดังนั้นเป็นที่ยอมรับกันว่าสถิติอาชญากรรมทางเพศในสังคมตะวันตกที่เพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัวนั้นเป็นเพราะกรอบความสัมพันธ์ระหว่างหญิงชายได้ถูกทลายลงมาในนามสิทธิสตรีและความเสมอภาคระหว่างสองเพศ ผู้หญิงได้ไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ควรไปอยู่ ... เป็นสังคมที่มีการปะปนกันอย่างเสรีทั้งชายและหญิงในที่ทำงาน โรงเรียน รวมถึงค่านิยมที่เรียกร้องให้ผู้หญิงตามแฟชั่นเสื้อผ้าที่แข่งขันกันเปิดเอาเราะฮฺ เป็นสังคมที่ติดตามด้วยการสนับสนุนความชั่วนี้อย่างบ้าคลั่งของสื่อต่างๆด้วยการผลิตภาพยนตร์ รายการในทีวี นิตยสาร ที่แฝงด้วยยาพิษในเรื่องเพศจนเป็นเรื่องธรรมดาไปทั่วโลก... จนสามารถกล่าวได้ว่า เด็กชายคนหนึ่งหากเขานั่งดูทีวีสัก 15 นาที หรือเขากวาดสายตาที่แผงหนังสือหน้าปากซอย ความสะอาดของจิตใจของเด็กคนนั้นจะถูกทำร้ายอย่างแน่นอน วิถีชีวิตของผู้ที่บูชาวัตถุช่างห่างไกลจากแนวทางของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะ ซัลลัม เสียเหลือเกิน ซัยยิด กุฏบฺ เมื่อครั้งได้ไปเยือนอเมริกาและได้เห็นความเสียหายของสังคมที่นั่น ท่านยิ่งเกิดความเชื่อมั่นเป็นเท่าทวีคูณว่า อิสลามเท่านั้นคือ ทางแห่งสัจจะที่สอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์
บทความชิ้นนี้ ขอจบด้วยวจนะของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะ ซัลลัม ที่แสดงให้เห็นถึงการป้องกันปัญหาเสื่อมเสียด้านศีลธรรมทางเพศ ด้วยการวางกรอบความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงอย่างรัดกุม “ มิใช่ดอกหรือ ที่ชายจะไม่อยู่กันตามลำพังกับหญิงสาว เว้นแต่ชัยตอนจะเป็นบุคคลที่สามของพวกเขา” (รายงานโดยอัต ติรมิซียฺ)
....................................... |
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|
| Home |
| บทความ |
| กิจกรรม |
| มุสลิมะฮฺทูเดย์ |
| Muslimah Meeting |
| Mulsimah Training |